
ผลการให้คีโม เป็นสิ่งที่แพทย์และผู้ป่วยมะเร็งให้ความสำคัญ เพราะเป็นสิ่งที่ช่วยให้ทราบว่าร่างกายของผู้ป่วยตอบสนองต่อยาได้ดีหรือไม่ ควรปรับแผนการรักษาอย่างไรต่อไป และยาเคมีบำบัดมีประสิทธิภาพต่อการยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็งได้ดีตรงตามแผนการรักษาหรือไม่? เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพสูงสุดและปลอดภัยกับผู้ป่วยมากที่สุด
จะรู้ได้อย่างไรว่าผลการให้คีโมดีหรือไม่ดี ดูที่อะไรบ้าง?
- ประเมินจากภาพทางการแพทย์ ดูจากผลการให้คีโมจากภาพทางการแพทย์ เช่น CT Scan, MRI หรือ PET Scan ช่วยให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของก้อนมะเร็งอย่างชัดเจน หากก้อนมะเร็งมีขนาดเล็กลงหรือยุบลงอย่างเห็นได้ชัด แสดงว่าร่างกายตอบสนองต่อคีโมได้ดี หรือหากก้อนมะเร็งไม่โตขึ้นก็ถือว่าเป็นผลเชิงบวกเช่นกัน เพราะสามารถชะลอการลุกลามของโรคได้ รวมถึงกรณีที่ไม่พบก้อนมะเร็งในภาพสแกน หรือ Complete Response หมายถึง ร่างกายไม่พบเซลล์มะเร็งที่ตรวจเห็นได้แล้ว แต่ในทางกลับกัน หากก้อนมะเร็งโตขึ้นหรือลุกลามไปยังอวัยวะอื่น แพทย์อาจพิจารณาปรับสูตรยา หรือเปลี่ยนแนวทางการรักษาต่อไป
- วัดจากผลเลือดและค่าทางห้องปฏิบัติการ เพราะบ่งชี้ถึงสุขภาพของอวัยวะภายในและระบบเลือดของผู้ป่วยได้ เช่น จำนวนเม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือด หากอยู่ในระดับปกติแสดงว่าร่างกายยังสามารถทนต่อยาได้ดีและไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ค่าการทำงานของตับและไต เป็นตัวบ่งชี้สำคัญ เพราะคีโมบางชนิดอาจส่งผลต่ออวัยวะเหล่านี้ หากค่าปกติแปลว่าร่างกายตอบสนองต่อยาได้ดี และค่ามะเร็งในเลือด หากค่าลดลงหลังให้คีโมถือเป็นสัญญาณที่ดี หากผลเลือดหลังการให้คีโมคงที่ต่อเนื่อง แสดงว่าร่างกายเริ่มปรับตัวกับยาได้ดี ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง ส่งผลดีต่อการรักษาในระยะยาว
- สภาพร่างกายของผู้ป่วย ทั้งทางร่างกายและจิตโจ หากผู้ป่วยไม่มีอาการข้างเคียงที่รุนแรง แพทย์จะพิจารณาให้คีโมต่อตามแผน แต่หากผู้ป่วยมีอาการข้างเคียงที่รุนแรง เช่น คลื่นไส้อาเจียนรุนแรง ร่างกายอ่อนแรง ทานอาหารไม่ได้ อาการปวดไม่ลดลงต้องทานยาแก้ปวดบ่อย แพทย์อาจพิจารณาเปลี่ยนแผนการรักษา นอกจากนี้ยังรวมถึงสภาพจิตใจของผู้ป่วยด้วย หากผู้ป่วยมีภาวะเครียด วิตกกังวล หรือภาวะซึมเศร้า อาจส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอและมีผลข้างเคียงจากยาเพิ่มขึ้น จึงควรรักษาร่างกายจิตใจให้พร้อมสำหรับการรักษาในครั้งต่อไป
ผลการให้คีโมจะดีหรือไม่ดี ไม่ได้อยู่ที่แผนการรักษาของแพทย์เพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับตัวผู้ป่วยด้วย หากผู้ป่วยดูแลตัวเองได้ดีก็มีส่วนช่วยให้ผลรักษาออกมาดีขึ้นได้จากสภาพร่างกายและจิตใจที่แข็งแรง ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และครบ 5 หมู่ พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวจากผลข้างเคียงของยา หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์และบุหรี่ เพราะกระทบต่อการทำงานของตับ ดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อช่วยขับสารพิษจากยาออกจากร่างกาย และที่สำคัญควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ไม่ขาดยา ไม่เลื่อนนัด และไม่ใช้ยาทางเลือกอื่นโดยไม่ปรึกษาแพทย์ เพราะอาจส่งผลต่อร่างกายได้
